ปวดเท้า…เรื่องที่ผู้สูงอายุไม่ควรทน

ผู้สูงอายุหลายท่านเข้าใจว่า อาการเจ็บหรือปวดเท้าเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่บ่งบอกถึงความเสื่อมของร่างกาย  ทำให้ยอมรับสภาพความปวดอยู่นานสองนาน  Australia  Podiatry Council  แห่งประเทศออสเตรเลีย ได้สำรวจอาการปวดเท้าจาก  1,200  คนทั่วประเทศ  พบว่าจำนวนผู้สูงอายุ  50 ปี  มากกว่าครึ่งต้องทุกข์ทรมานกับการปวดเท้า  ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวกและมีผลต่อการทรงตัวในระยะยาว!

เป็นเรื่องธรรมชาติหากเราใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมากเกิน โดยไม่ถนอมหรือเอาใจใส่ โอกาสที่อวัยวะนั้นจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเท้าที่ต้องแบกรับน้ำหนักและใช้เดินทุกวันไม่เคยหยุด  (เคยมีการคาดว่า ตลอดชีวิตของมนุษย์เรา เฉลี่ยเดินมากกว่า  128,000 กิโลเมตร หรือเท่ากับการเดินรอบโลกถึง  3 ครั้ง)  ดังนั้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น  ความแข็งแรงสมบูรณ์ของเท้าก็ลดลง  ทั้งเอ็นและกล้ามเนื้อยืดหยุ่นน้อยลง  ทำให้เท้าเปลี่ยนรูปทรงซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวด  บวมและอักเสบได้  ซึ่งสาเหตุและอาการปวดเท้าที่ผู้สูงอายุมักเผชิญ  ได้แก่

เยื่อพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar  fasclitis) มักเกิดกับผู้ที่มีฝ่าเท้าสูงหรือแบนผิดปกติ  ผู้ที่บาดเจ็บจากการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทก  หรือมีน้ำหนัดตัวมาก  เกิดการดึงและขยายอย่างรุนแรง จนเกิดการอักเสบที่เอ็นขนาดใหญ่ใต้ฝ่าเท้าตามนิ้วทั้ง 5 นิ้ว   ดังนั้นผู้สูงอายุจึงรู้สึกปวดส้นเท้า และใต้ฝ่าเท้ามากเมื่อเหยียบพื้นก้าวแรกเมื่อตื่นนอน  หรือเมื่อลุกขึ้นเดินก้าวแรก  แต่หลังจากเดินได้สักพักอาการจะดีขึ้น แต่ก็จะกลับมาปวดใหม่

กระดูกส้นเท้างอก (Heel Spurs) เป็นความผิดปกติต่อเนื่องจากถาวะเยื่อพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ และแรงกดทับจากการเล่นกีฬา  การใส่รองเท้าที่ไม่พอดีกับสรีระของเท้า และการมีน้ำหนักตัวมาก  พอผ่านไประยะเวลาหนึ่งทำให้เอ็นอักเสบ และมีแคลเซียมเกาะบริเวณกระดูกใต้ส้นเท้า  เมื่อเดินทำให้เกิดการดึงรั้ง และเสียดสีระหว่างกระดูกส้นเท้างอกกับเอ็นและกล้ามเนื้อ  กดทับเส้นประสาท  ทำให้รู้สึกปวดทุกครั้งที่ลุกขึ้นยืนหรือเดิน  โดยเฉพาะก้าวแรกที่เหยียบตอนตื่นนอน

นิ้วหัวแม่เท้าอักเสบ (Degenerative Joint Disease) ส่วนหนึ่งเกิดมาจากโรคข้อเสื่อม  ผู้ที่มีนิ้วเท้าผิดรูปที่เกิดจากพันธุกรรม  หรือการใส่รองเท้าหัวบีบรัดเกิน  ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบ ๆ รับบทหนัก  เมื่อยืนและเดินลงน้ำหนักที่เท้าจะปวดและตึงนิ้วเท้ามาก  อาจมีการบวมและอักเสบรอบ ๆ  ข้อร่วมด้วย  บางคนอาจมีอาการนิ้วบวมจนใส่รองเท้าไม่ได้

าวะกระดูกหักร้าว  (Stressed Fracture) สาเหตุหลักมาจากโรคกระดูกพรุน  ที่ทำให้กระดูกร้าวหรือเปราะหักง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกอ่อนบริเวณส้นเท้า  คนที่มีรูปเท้าผิดปกติหรือน้ำหนักตัวมากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นมากขึ้น  อาการเตือนเบื้องต้นที่สังเกตได้คือ  การบวมและอักเสบ  ซึ่งการกินยาแก้ปวด หรือลดบวมเป็นการบรรเทาเบื้องต้นเท่านั้น  ทางที่ดีควรรีบไปให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียดด้วยการเอ๊กซเรย์  อัลตราซาวนด์  หรือทำ  MRI เพื่อหาแนวทางรักษามิฉะนั้นอาจทำให้กระดูกเท้าผิดรูปหรือเดินไม่ได้

ปัญหาอื่น ๆ   นอกจากความผิดปกติที่เกิดจากกระดูกเท้าผิดปกติทำให้เดินไม่สะดวกแล้ว  ปัญหาเล็ก ๆ  ที่เกิดกับเล็บ  เช่น  เล็บขบ  เล็บติดเชื้อรา  หรือปัญหาผิวหนังอย่างตาปลา  หูด  ติดเชื้อราบริเวณง่ามนิ้ว ฯลฯ  ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เดินลำบากเช่นกัน

อาการปวดเท้าต่างๆ  ที่นำเสนอเบื้องต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาการปวดเท้าทั้งหมด  เนื่องจากเท้าคนเราประกอบไปด้วยกระดูกกว่า  52 ชิ้น  (ยังไม่รวมเส้นเอ็น  และกล้ามเนื้อกว่า  100 จุด ! )  แถมยังอาจเกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคอื่น ๆ  เช่น  เบาหวาน  เกาต์  ฯลฯ  จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าอาการ หรือความผิดปกติของเท้าสามารถแบ่งออกเป็นร้อย ๆ ประเภทแตกต่างกันไป  โดยแพทย์จะเป็นผู้ตรวจว่าอาการปวดเท้าแบบนี้ควรรักษาอย่างไร  เช่น  การกินยา  การกายภาพบำบัด  การสั่งตัดรองเท้าเพื่อให้ถูกสรีระรูปเท้า  การผ่าตัด  เป็นต้น

สำหรับผู้สูงอายุท่านอื่นๆ  ที่ไม่มีปัญหาหรือรักษาหายแล้ว  ก็ควรรักษาสุขภาพเท้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เท้าปวดรบกวนการเดิน  ยกตัวอย่างเช่น

  • การล้างทำความสะอาดเท้าทุกวัน  รวมถึงการเช็ดง่ามนิ้วให้แห้งและตัดเล็บให้สะอาด
  • ไม่ควรใช้กรรไกรตัดเล็บ  ของมีคมหรือยาทาใช้ภายนอก  เพื่อตัดและลอกตาปลาโดยไม่ปรึกษาแพทย์  เพราะอาจเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้
  • ก่อนซื้อรองเท้าคู่ใหม่  ควรวัดขนาดเท้าทุกครั้งเพราะรูปเท้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด  และควรซื้อรองเท้าช่วงบ่ายที่เท้าขยายตัวมากที่สุด และทดลองสวมรองเท้าเดินทั้ง 2 ข้าง
  • อย่าซื้อรองเท้าหัวแหลมที่รัดนิ้วเท้าแน่น หรือมีขนาดใหญ่ไม่พอดีเท้า  รองเท้าที่มีพื้นบางหรือแข็งเกินไป  และรองเท้าส้นสูงเกินกว่า 1.5 นิ้ว
  • คนที่มีปัญหาฝ่าเท้าสูงหรือแบน  อาจขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อสวมรองเท้าที่มีแผ่นรองเสริมพิเศษ ให้เท้ารับน้ำหนักอย่างสมดุล
  • สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน  ต้องเลือกสวมรองเท้าให้พอดี  เพื่อเลี่ยงการเสียดสีเป้นแผลพุพอง  รวมถึการสวมถุงเท้า-ถุงน่องที่ไม่บีบรัดเกินไป
  • ก่อนออกกำลังกายอย่างเดิน หรือวิ่งจ๊อกกิ๊งเบา ๆ  ควรมีการยืดกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้ง  สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน  ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

อ้างอิง:

-American  Podiatric Medical Association. Heel Pain Has Many Causes.

(http://www.apma.org/s_apma/doc.asp?CID=371&DID=9408&rcss)

-American College of Foot and Ankle Surgeons.  Aging and Foot Pain Needn’t be Synonymous.  (http://www.acfas.org/press/backgrounders/seniors.htm)

-Institute for Research and Education.  Well Advised For People  Over  50.P.63

-นิตยสาร HealthToday Thailand  ปีที่ 8  ฉบับที่ 95  กุมภาพันธ์ 2552

About these ads

2 responses to this post.

  1. It is a very awesome information. Thanks for sharing. St. Petersburg FL back pain

    ตอบกลับ

  2. […] ปวดเท้า…เรื่องที่ผู้สูงอายุไม่คว… July 2010 […]

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: