เรื่องของ…แผล (ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน)……ต่อ

วัสดุปิดแผลที่พัฒนาเพื่อลดการติดแผล

ปัจจุบันมีก๊อสสังเคราะห์ชนิดไม่ติดแผล  ซึ่งสามารถดูดซับของเหลวได้ดี โดยบางชนิดอาจมีส่วนประกอบวึ่งซึมซับได้ดีกว่าก๊อซทั่วๆไป โดยมีส่วนผสมที่ทำจากเส้นใยคัตตอน(cotton) ผสมกับเรยอน(rayon) ทั้งยังมีผิวหน้าสัมผัสกับแผลซึ่งอาจทำมาจากวัสดุสังเคราะห์ พวกโพลีเอสเธอร์(polyester) ช่วยลดปัญหาอันเกิดจากการติดแผล และไม่เป็นการรบกวนต่อการหายของแผลอีกด้วย

วัสดุปิดแผลที่ควบคุมความชื้นให้เหมาะสม  มีหลายประเภท เช่น

  • พลาสเตอร์ฟิล์มใสใช้ปิดกับแผลโดยตรง  ทำให้แผลมีความชุมชื้นแต่มักนำไปใช้ในการปิดแผลเพื่อกันน้ำ  ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ของผู้ผลิต  ในความเป็นจริงการใช้แผ่นฟฟิล์มจะทำให้แผลหายเร็วและไม่เจ็บปวด  ส่วนความสามารถในการกันน้ำเป็นเหตุผลรอง
  • พลาสเตอร์ไฮโดรคอลลอยด์  จะเป็นแผ่นปิดแผลที่มีความหนาประมาณ 2-3 มิลิเมตร  เมื่อปิดแผลแล้วจะดูดน้ำเหลืองเข้าไปในแผ่นและกลายเป็นเจล  ซึ่งบางชนิดอาจเละและมีสีเหลืองๆ คล้ายหนอง วัสดุปิดแผลประเภทนี้มีข้อห้ามใช้ในแผลติดเชื้อ
  • วัสดุปิดแผลอัลจิเนต  เป็นแผ่นปิดแผลที่ทำจากสาหร่าย  ดูดซับน้ำเหลืองได้ดีกว่าแผ่นไฮโดรคอลลอยด์ และยังช่วยห้ามเลือดได้
  • วัสดุปิดแผลชนิดโฟม หรือ ไฮโดรเซลลูล่าร์ เป็นแผ่นปิดแผลที่ดูดซับได้มาก  จึงเหมาะกับแผลที่มีน้ำเหลืองไหลมาก และยังดูดซับได้ในภาวะที่ถูกกดทับ เช่น  แผลกดทับ  ที่ผู้ป่วยต้องนอนทับแผล อีกทั้งมีประเภทที่ผสมซิลเวอร์(โลหะเงิน) ช่วยกำจัดและป้องกันการติดเชื้อ
  • เจลใส่แผลเพื่อใช้กำจัดเนื้อตาย  ซึ่งมักเกิดในแผลเรื้อรัง และยังช่วยให้แผลหายได้เร็วกว่าจากความชุ่มชื้นของเจล

หลักทั่วไปในการดูแลแผล

  1. ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเกลือล้างแผล  หากมีสิ่งสกปรกเศษหิน ดิน ต้องนำออกจากแผลให้หมด มิฉะนั้นจะเกิดเป็นรอยดำในแผลเมื่อแผลหาย  หากเป็นแผลที่ติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ  ควรใส่ยาฆ่าเชื้อ และให้ยาปฎิชีวนะร่วมด้วย
  2. เช็ดรอบแผลด้วยแอลกอออล์ เพื่อเช้ดเอาไขมันออก จะได้ติดวัสดุปิดแผลได้ดี
  3. ปิดดด้วยวัสดุปิดแผลที่เหมาะสม  -หากใช้วัสดุปิดแผลดั้งเดิมหรือ แบบแห้ง  ให้ใช้ผ้าก๊อซปิดที่แผล ควรติดตามดูลักษณะของแผลและอาจต้องเปลี่ยนวัสดุปิดแผลทุกวัน หรือบ่อยกว่านั้น  -หากใช้วัสดุปิดแผลสมัยใหม่  หรือการรักษาแผลแบบชุ่มชื้น  ให้เปลี่ยนวัสดุปิดแผล เมื่อน้ำเหลืองเต็มแต่ไม่เกิน 5 วัน
  4. พิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักในแผลที่เสี่ยง  วัคซีนบาดทะยักต้องฉีดอย่างน้อย 3 ครั้ง มักจะป้องกันโรคได้นาน 10ปี  หรือนานกว่าถ้าได้ฉีดกระตุ้น

หมายเหตุ  หากเป็นแผลสดที่มีเลือดไหลมาก  ต้องห้ามเลือดก่อนโดยการใช้ผ้าสะอาดกดทับบนแผลโดยตรง  และยกอวัยวะนั้นให้สูงกว่าหัวใจ  หากเลือดยังไม่หยุดให้กดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่อยู่เหนือแผลขึ้นไป  ไม่แนะนำให้ทำการขันชะเนาะเหนือแผลเพราะมีโอกาสทำให้แผลขาดเลือดได้  หากจำเป็นต้องทำการขันชะเนาะจะต้องคายชะเนาะทุก 10 นาที  เพื่อให้เลือดผ่านอวัยวะนั้นๆบ้าง  และรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

การรักษาบาดแผลในแต่ละประเภท

1.  บาดแผลที่มีการติดเชื้อหรือเสี่ยงที่จะติดเชื้อ

  • เปิดแผล เช็ดรอบแผลด้วย 70% แอลกอฮอล์
  • หากแผลเป็นหนอง  ต้องเปิดแผลเพื่อเอาหนองออกให้หมดด้วยเครื่องมือที่สะอาด
  • ล้างแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผลให้สะอาดมากที่สุด
  • ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน(Povidone Iodine)ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซและเปลี่ยนผ้าก๊อซให้บ่อยครั้ง  รวมทั้งพิจารณาให้ยาปฎิชีวนะชนิดรับประทาน
  • อนึ่งควรพิจารณาส่งต่อให้โรงพยาบาลเป็นอันดับแรก  กรณีที่มีความเสี่ยงสูง  เช่น แผลมีขนาดใหญ่ แผลลึก แผลในบริเวณที่ใกล้อวัยวะสำคัญๆ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

2.  บาดแผลทั่วไป

2.1 แผลสดหรือแผลฉับพลัน

ก.แผลถลอกมักเกิดจากการหกล้ม

  • ล้างแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล  ต้องนำสิ่งแปลกปลอมออกจากแผลให้หมด
  • เช็ดรอบแผลด้วยแอลกกอฮอล์
  • ปิดวัสดุปิดแผล
  • หากจำเป็นต้องใส่ยาฆ่าเชื้อ  โพวิโดน-ไอโอดีน(Povidone Iodine)  ควรใช้ให้น้อยที่สุดคือ เพียง 1-2 ครั้งแรกเท่านั้น เพื่อลดการรบกวนการหายของแผล
  • พิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

ข. แผลฉีกขาดมักเกืดจาก การถูกของมีคม

  • ทำการห้ามเลือด  ใช้ผ้าสะอาดกดแผลโดยตรง  ยกอวัยวะส่วนนั้นให้สูงกว่าหัวใจ กดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่อยู่เหนือแผล
  • การทำความสะอาดแผล  ดูแลแผลเหมือนแผลถลอก
  • กรณีแผลมีรอยแยกถ้าขนาดไม่ใหญ่มาก อาจใช้วัสดุแต่งแผลที่สามารถดึงรั้งให้ขอบแผลติดกันแทนการเย็บได้
  • หากแผลมีขนาดใหญ่ควรส่งต่อแพทย์เพื่อทำการเย็บแผล ซึ่งการดูแลแผลเย็บ ในปัจจุบันหากปิดวัสดุปิดแผลประเภทฟิล์มที่กันน้ำและเชื้อโรคได้ ก็ไม่จำเป็นต้องชะล้างแผลอีกเลย จนกระทั่งตัดไหม(หากไม่มีอาการแทรกซ้อน)

ค.แผลถูกทิ่มแทง

หนามหรือเสี้ยนตำ

  • ใช้เข็มที่สะอาด ชุบแอลกอฮอล์เปิดแผลให้กว้าง เพื่อนำสิ่งแปลกปลอดออกจากแผลและล้างแผลได้สะดวก
  • การทำความสะอาดแผล ดูแลแผลเหมือนแผลถลอก

ตะปูตำ

  • ดูแลเหมือนหนามหรือเสี้ยนตำ  แต่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักทุกกรณี
  • ห้ามนำสิ่งใดๆแหย่เข้าไปในแผล
  • กรณีที่สิ่งที่ทิ่มแทงขนาดใหญ่หักคาแผล เช่น ไม้เสียบลูกชิ้น  ห้ามดึงสิ่งที่หักออก เนื่องจากจะเสียเลือดมาก แต่อาจตัดให้สั้นได้ แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อแผล
  • รีบนำส่งโรงพยาบาล

ง.แผลกะรุ่งกะริ่ง

เป็นแผลที่เนื้อเยื่อฉีกขาดรุนแรง  แต่ยังไม่หลุดออกจากร่างกาย  ห้ามดึงเศษเนื้อเยื่อให้หลุดออกจากร่างกาย  พยายามจัดเนื้อเยื่อให้กลับสภาพเดิมและใช้ผ้าสะอาดปิดแผล รีบนำส่งโรงพยาบาล  หากเป็นกรณีที่เนื้อเยื่อฉีกขาดและหลุดออกจากร่างกาย รวมถึงอวัยวะ( เช่น นิ้วมือ แขน หรือขา ) ขาดออกจากร่างกาย  ให้นำอวัยวะนั้นๆใส่ถุงพลาสติกที่สะอาด ปิดให้สนิท เก็บรักษาในกระติกหรือภาชนะที่ใส่น้ำ้ผสมกับน้ำ้แข็ง( ห้ามใช้น้ำแข็งอย่างเดียวเพราะอุณหภูมิต่ำเกินไป และต้องมั่นใจว่าถุงที่ใส่อวัยวะปิดสนิท  น้ำไม่สามารถเข้าได้ และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วทีุ่สุด

จ.แผลไฟไหม้น้ำร้อยลวก

ผู้ได้รับอุบัติเหตุไฟไหม้  น้ำร้อนลวก เป็นอาการบาดเจ็บที่ร้ายแรง ก่อให้เกิดความพิการและเสียชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก  มักมีสาเหตุมาจากความประมาทขาดความระมัดระวัง  และขาดความรู้เรื่องการใช้ไฟฟ้า  หรือแก๊สหุงต้ม  อาการและความรุนแรงขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ  ความกว้างและความลึกของบาดแผล  สามารถแบ่งระดับความรุนแรงแบบง่ายๆได้ 3 ระดับ คือ

ระดับที่ 1  ระดับตื้น รุนแรงน้อย ผิวหนังเป็นสีแดง ปวดแสบร้อนเล็กน้อย  อาจเกิดจากการอยู่กลางแจ้งนานๆเช่น ไปเที่ยวทะเลแล้วปล่อยให้ผิวหนังรับแสงแดดจัดโดยตรง

ระดับที่ 2  รุนแรงปานกลาง  ผิวหนังเป็นสีแดง  ผิวหนังพองมีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน  ปวดแสบร้อนมาก  ถ้าตุ่มพองไม่ใหญ่แผลจะหายและแห้ง  หลุดล่อนไปเองภายใน 3-7 วัน

ระดับที่ 3  รุนแรงมาก หนังกำพร้าหลุดไปจนเห็นเนื้อซึดขาว  ถ้าอาการรุนแรง แผลอาจลึกถึงกล้ามเนื้อและกระดูก ผู้บาดเจ็บจะเจ็บปวดมาก ร่างกายอาจเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมาก กระหายน้ำ หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

คนที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก และอวัยวะเพศ จะมีความรุนแรงมากกว่าบริเวณอื่นๆของร่างกาย  ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาโดยด่วน

กรณีแผลขนาดเล็กที่อาจสามารถดูแลเองได้ เช่น กรณีน้ำมันกระเด็นถูกขณะทอดปลา โดนท่อไอเสียรถจักรยานยนต์

  • ล้างแผลด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด เป็นเวลา 10-15 นาที (ห้ามใช้น้ำที่เย็นมากเกินไปล้างแผล จะมีผลเสียต่อแผลเพราะเส้นเลือดจะหดตัว ทำให้บริเวณแผลขาดเลือดมาเลี้ยง  อาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายมากยิ่งขึ้น)
  • ทายาฆ่าเชื้อที่แผล (1% ซิลเวอร์ซัลฟาไดอะวซีน) ปิดวัสดุปิดแผลที่เหมาะสม  เปลี่ยนแผลทุกวัน หรืออาจพิจารณาใช้แผ่นโฟมป้องกันการติดเชื้อชนิดมีซิลเวอร์
  • ในกรณีที่ผิวหนังยังไม่เปิดออก(พองน้ำ) ไม่จำเป็นต้องทายาฆ่าเชื้อ เพียงแต่ระวังอย่าให้แผลแตกออก  หรืออาจใช้แผ่นฟิล์มใสปิดเพื่อป่องกันผิวหนังฉีกขาด ซึ่งของเหลวในแผลจะถูกร่างกายดูดกลับไปเอง  แต่ถ้าแผลพองน้ำอยู่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการฉีกขาด  ควรใช้เข็มที่สะอาดเจาะออกแล้วปิดด้วยแผ่นฟิล์มใส
  • หากเป็นแผลที่โดนท่อไอเสียรถมอเตอร์ไซด์  ควรล้างแผลให้สะอาด และปิดด้วยแผ่นฟิล์มใส  โดยไม่จำเป็นต้องทำแผลบ่อยๆ จะเปลี่ยนฟิล์มใหม่เมื่อน้ำเหลืองไหลล้นออกมา  หากมีน้ำเหลืองมากอาจใช้แผ่นโฟมป้องกันการติดเชื้อชนิดมีซิลเวอร์

กรณีแผลขนาดใหญ่หรือแผลที่เกิดบริเวณใบหน้า, มือ, อวัยวะเพศ

ล้างแผลด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดให้มากที่สุด  ถอดเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ ที่อยู่บริเวณที่เกิดแผลออก ใช้ผ้าสะอาดปิดแผลแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

ฉ. แผลปูด/ โน/ ฟกช้ำ

  • หยุดการใช้หรือเคลื่อนไหว อวัยวะนั้นๆ
  • ใช้ผ้าหุ้มน้ำแข็งหรืออุปกรณ์ประคบเย็น ประคบบริเวณที่มีอาการ 24-48 ชั่วโมง  เพื่อให้เส้นเลือดหดตัว  และห้ามเลือดที่ออกใต้ผิวหนัง
  • หลังจาก 24-48 ชั่วโมงแล้ว ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นหรือถุงประคบร้อน  เพื่อให้เส้นเลือดขยายตัว และนำเลือดที่คั่งอยู่ใต้ผิวหนังกลับสู่ร่างกาย
  • หากอวัยวะนั้นๆ  สามารถใช้ผ้าพันรัดเพื่อลดการบวมได้  สามารถพิจารณาใช้ร่วมกับการประคบได้
  • ยกอวัยวะนั้นให้สูงกว่าหัวใจ
  • หากเป็นก้อนเลือดขนาดใหญ่ ต้องนำส่งโรงพยาบาลเพราะมีโอกาสติดเชื้อในก้อนเลือดสูง
  • ใบหู และผิวหนังกั้นในโพรงจมูก  เป็นอวัยวะที่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ  หากเกิดการฟกช้ำจะต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะจะทำให้ใบหูผิดรูป  หรือผนังจมูกทะลุถึงกันหากดูแลแผลฟกช้ำไม่ดีพอ( หากเกิดการฟกช้ำอย่างรุนแรงที่ใบหู และจมูก ควรไปพบแพทย์เฉพาะทาง)

2.2 แผลเรื้อรัง

การหายของแผลเรื้อรัง มีความแตกต่างจากกระบวนการการหายของแผลเฉียบพลันอย่างมาก  ตัวอย่างแผลเรื้อรังที่เราอาจพบที่ร้านขายยา คือ แผลกดทับ แผลเบาหวานที่เท้า เป็นต้น

การดูแลแผลเรื้อรังให้ดีขึ้นได้นั้น เราต้องทราบพยาธิสภาพของโรคที่ทำให้เกิดแผลนั้นๆ  แล้วแก้ที่สาเหตุก่อนจึงจะดูแลแผลได้ดีขึ้นได้ เช่น  ผุ้ป่วยเป็นเบาหวานและมีแผลที่เท้า  จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีควบคู่กับการดูแลแผลที่ถูกต้อง  และที่สำคัญจะต้องมั่นใจว่ามีเลือดมาเลี้ยงที่บาดแผลเพียงพอ ในบางครั้งเราให้การดูแลแผลอย่างดีแต่เลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ แผลก็ไม่มีโอกาสจะดีขึ้นได้เลย

ชนิดของแผลเรื้อรัง           การรักษา     สาเหตุ

แผลจากเลือดดำเสื่อม  -   การใช้ชุดผ้าพันรัดจากข้อเท้าให้มีแรงรัดที่ลดหลั่นไปยังต้นขา (Compression Therapy)

แผลเท้าเบาหวาน    -

  1. การรักษาปัญหาการไหลเวียนของเลือดมายังแผล (Vascular Supply)
  2. ภาวะการติดเชื้อ (Infection)
  3. ลดแรงกดที่มายังแผล (Pressure  Downloading)

แผลกดทับ    -

  1. ลดแรงกดที่มายังแผล
  2. ภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition)
  3. ภาวะการควบคุมการขับถ่าย (Incontinence)
  4. ลดการเกิดแรงเสียดสี และแรงเฉือนที่ส่งผลต่อการเกิดแผล (Friction and Shear Force)
  5. การเคลื่อนไหวไม่ให้อยู่ในสภาพที่ก่อให้เกิดการกดทับอยู่ที่เดิม

 

ที่มา: ข้อมูลโดยสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)

 

About these ads

8 responses to this post.

  1. เรื่องนี้ยังไม่จบ ยังมีต่ออีกนะคะ ติดตามตอนต่อไปนะคะ

    ตอบกลับ

  2. ขอบคุณสำหรับข้อมูลคะ

    http://betathalassemia.blogspot.com/

    ตอบกลับ

  3. Posted by นภาพร คำอินทร์ on สิงหาคม 31, 2012 at 7:50 pm

    พ่อเป็นแผลกดทับระดับ4อยากหาทางรักษาให้ดีขึ้นช่วยตอบกลับทางอีเมลล์napa4895@hotmail.com

    ตอบกลับ

  4. Posted by สุรัตน์ เรืองบุญสุข on กุมภาพันธ์ 20, 2013 at 8:27 pm

    ขอบพระคุณมากค่ะที่ให้วิทยาทาน

    ตอบกลับ

  5. ถ้าหากแผลที่โดนท่อไอเสียรถบริเวณตื้นขา (รถล้ม) เป็นแผลใหญ่เลยคะแผลก็พองแล้วก็แตก
    ก็เลยดึงเยื่อตรงที่แตกออกหมดเลย เห็นเนื้อขาวๆ ใช้ยาทามาหลายวันแผลก็แห้งนะคะ
    แต่แผลมันก็ยังไม่เปนสะเก็ดหรืออะไรเลย ลองจิ้มๆ ดูมันก็ยังเจ็บ จนกลัวว่าจะเป็นหนองข้างใน
    แต่แผลแห้งตั้งแต่ดึงเยื่อออกแล้วนะคะ ข้างในจะเป็นเนื้อ หรือว่ามันจะเป็นหนองคะ?
    ดูแลแผลไม่ให้โดนน้ำเลยคะ

    ตอบกลับ

  6. ขอบคุณมากค่ะ มีความรู้กับการรักษาด้วยตัวเอง และทราบแนวทางที่ถูกต้องค่ะ ขอให้ผู้ให้ความรู้ เจริญ มีสุขภาพแข็งแรงค่ะ

    ตอบกลับ

  7. เป็นแผลโดนท่อไอเสียรถทับเกือบ2เดือนแล้ว แผลยังไม่หายเลยมีน้ำเหลืองไหลและตอนนี้ก็มีตุ่มเล็กๆขึ้นตามขาคันมากเป็นเพราะน้ำเหลืองใช่มั้ยคะถ้าใช่จะทำไงดีคะ

    ตอบกลับ

    • ปกติเวลาเป็นแผลโดยทั่วไป แล้วแผลหายยากไหมคะ ระยะเวลาของการสมานแผลแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างค่ะ วิธีการดูแล ความสะอาด สุขภาพ เป็นปัจจัยที่ทำให้แผลหายช้าหรือเร็ว แต่กรณีนี้มันค่อยข้างนาน ไม่ทราบว่าแผลใหญ่และลึกแค่ไหน แต่เรื้อรังมานานขนาดนี้ แถมยังมีอาการแทรกซ้อนของตุ่มคันขึ้นอีก ควรไปพบแพทย์นะคะ อย่าปล่อยไว้นานค่ะ รักษาเองคงไม่ได้แล้วค่ะควรไปตรวจให้ละเอียดดีกว่านะคะ

      ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: